ค้นหาข้อมูลในเว็บ  

ปรีดี พนมยงค์

กับสถาบันกษัตริย์และกรณีสวรรคต สุพจน์ ด่านตระกูล

เกี่ยวกับผู้เขียน  :  สุพจน์  ด่านตระกูล  ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์สังคม

 

อัญเชิญขึ้นครองราชย์

  จากความขัดแย้งระหว่างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ กับรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา อันเป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๔๗๗ และโดยที่พระองค์ไม่ได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดเป็นองค์รัชทายาท รัฐบาลพระยาพหลฯ จึงประชุมปรึกษาหารือกันในระหว่างเวลาห้าวัน ตั้งแต่วันที่ ๒ มีนาคม ถึงวันที่ ๗ มีนาคม ๒๔๗๗ เพื่อพิจารณาหาเจ้านายในพระราชวงศ์จักรีขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์สืบต่อไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๔๗๕ และโดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาล พุทธศักราช ๒๔๖๗

กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์มีด้วยกัน ๘ หมวด ๒๑ มาตรา หมวดที่สำคัญคือหมวดที่ ๔ ว่าด้วยลำดับขั้นผู้สืบราชสันตติวงศ์ และหมวดที่ ๕ ว่าด้วยผู้ที่ต้องยกเว้นจากการสืบราชสันตติวงศ์

หมวดที่ ๔ มาตราที่ ๙ บัญญัติไว้ว่า

“ลำดับขั้นเชื้อพระบรมราชวงศ์ ซึ่งจะควรสืบราชสันตติวงศ์ได้นั้น ท่านว่าให้เลือกตามสายตรงก่อนเสมอ ต่อไม่สามารถเลือกทางสายตรงได้แล้ว จึงให้เลือกตามเกณฑ์ที่สนิทมากและน้อย

“เพื่อให้สิ้นสงสัย  ท่านว่าให้วางลำดับสืบราชสันตติวงศ์ไว้ดังต่อไปนี้...”

ครั้นแล้วท่านก็ลำดับพระญาติวงศ์ผู้มีสิทธิ์สืบราชสันตติวงศ์ นับตั้งแต่สมเด็จหน่อพุทธเจ้าเป็นปฐมลงไป สรุปให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้

ลำดับที่ ๑ พระราชโอรสหรือพระราชนัดดา

ลำดับที่ ๒ กรณีซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไร้พระราชโอรสและพระราชนัดดา แต่ทรงมีสมเด็จพระอนุชาที่ร่วมพระราชชนนี หรือพระราชโอรสของสมเด็จพระอนุชา

ลำดับที่ ๓ กรณีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไร้พระราชโอรสและพระราชนัดดา กับไร้ทั้งสมเด็จพระอนุชาร่วมพระราชชนนี แต่ทรงมีสมเด็จพระเชษฐาหรือสมเด็จพระอนุชาต่างพระราชชนนี  หรือพระโอรสของสมเด็จพระเชษฐาหรือพระอนุชา

ลำดับที่ ๔ กรณีซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไร้พระราชโอรสและพระราชนัดดา กับไร้ทั้งสมเด็จพระอนุชาที่ร่วมพระราชชนนี และไร้สมเด็จพระเชษฐาหรือพระอนุชาต่างพระราชชนนี แต่ทรงมีพระเจ้าพี่ยาเธอหรือพระเจ้าน้องยาเธอหรือพระโอรสของพระเจ้าพี่ยาเธอหรือพระเจ้าน้องยาเธอ

ลำดับที่ ๕ กรณีซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไร้พระราชโอรสและพระราชนัดดา พระอนุชาร่วมพระราชชนนีและพระอนุชาต่างพระราชชนนี พระเจ้าพี่ยาเธอ  น้องยาเธอ  แต่ทรงมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอและพระเจ้าบรมวงศ์เธอหรือพระโอรส

ดังกล่าวนี้คือลำดับพระองค์ผู้มีสิทธิ์สืบราชสันตติวงศ์ตามกฎมณเฑียรบาล หมวดที่ ๔ มาตรา ๙ แต่มีข้อบังคับว่าด้วยผู้ที่ต้องยกเว้นจากการสืบราชสมบัติไว้ในหมวดที่ ๕ มาตรา ๑๑ ว่าดังนี้

๑.   มีพระสัญญาวิปลาส

๒.  ต้องราชทัณฑ์ เพราะประพฤติผิดพระราชกำหนดกฎหมายในคดีมหัตโทษ

๓.   ไม่สามารถทรงเป็นอัครพุทธศาสนูปถัมภก

๔.  มีพระชายาเป็นนางต่างด้าว กล่าวคือนางที่มีสัญชาติเดิมเป็นชาวประเทศอื่น นอกจากชาวไทยโดยแท้

๕.  เป็นผู้ที่ได้ถูกถอดถอนออกแล้วจากตำแหน่งพระรัชทายาท ไม่ว่าการถูกถอดถอนจะได้เป็นไปในรัชกาลใดๆ

๖.   เป็นผู้ที่ได้ถูกประกาศยกเว้นออกเสียจากลำดับสืบราชสันตติวงศ์

กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ดังกล่าวนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้ทรงตราก่อนขึ้นที่พระองค์จะเสด็จสวรรคตเพียงหนึ่งปี (คือตราขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ๒๔๖๗ และพระองค์เสด็จสวรรคตในวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๔๖๘) และก่อนที่พระองค์จะเสด็จสวรรคตสองเดือน พระองค์ได้ทรงมีพระบรมราชโองการลงวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๔๖๘ ถึงเสนาบดีวัง เกี่ยวกับองค์รัชทายาทที่จะสืบสันตติวงศ์ต่อจากพระองค์ท่าน (ขณะนั้นสมเด็จพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี กำลังทรงพระครรภ์ ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นพระราชโอรสหรือพระราชธิดา) พระบรมราชโองการมีความตอนหนึ่งว่า

“...ให้ข้ามหม่อมเจ้าวรานนท์ธวัช ในสมเด็จพระเจ้ากรมขุนเพชรบูรณ์อินทราไชยนั้นเสียเถิด เพราะหม่อมเจ้าวรานนท์ธวัชมีแม่ที่ไม่มีชาติสกุลเกรงว่าจะไม่เป็นที่เคารพแห่งพระบรมวงศานุวงศ์...”

ต่อมาในวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๔๖๘ ก่อนเสด็จสวรรคตเพียงวันเดียว พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี มีพระประสูติกาลพระราชธิดา (สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงเพชรรัตน์ราชสุดาฯ) จึงเป็นอันว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ไม่มีพระราชโอรสที่จะสืบสันตติวงศ์ การสืบสันตติวงศ์ จึงต้องเป็นไปตามเงื่อนไขข้อ ๒ แห่งกฎมณเฑียรบาล เงื่อนไขข้อ ๒ ได้บัญญัติไว้ว่า

“กรณีซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไร้พระราชโอรสและพระราชนัดดา แต่ทรงมีสมเด็จพระอนุชาที่ร่วมพระราชชนนี หรือพระราชโอรสของสมเด็จพระอนุชา”

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระเชษฐภคินีและพระอนุชาร่วมพระราชชนนีด้วยกันเก้าพระองค์ คือ

๑. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงพาหุรัดมณีมัย (ประสูติเมื่อ  ๑๔ ธันวาคม ๒๔๒๑ สิ้นพระชนม์เมื่อ ๒๖ สิงหาคม ๒๔๓๐)

๒. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

๓. สมเด็จเจ้าฟ้าตรีเพ็ชรุตม์ธำรง

๔. จอมพล สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ (ต้นสกุลจักรพงษ์ ณ อยุธยา)

๕. สมเด็จเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์

๖. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง (ประสูติและสิ้นพระชนม์ในวันเดียวกัน)

๗. พลเรือเอก สมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา (ต้นสกุลอัษฎางค์ ณ อยุธยา)

๘. สมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย (ต้นสกุลจุฑาธุช) และ

๙. สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา (รัชกาลที่ ๗)

ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ สวรรคตนั้น พี่น้องร่วมพระราชชนนีกับพระองค์ท่านที่ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ก็แต่สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชาพระองค์เดียว ซึ่งเป็นพระอนุชาองค์สุดท้อง และมีนัดดาสองพระองค์ คือ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ โอรสของกรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ กับหม่อมเจ้าวรานนท์ธวัช โอรสของกรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย

กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถขณะยังมีพระชนม์ชีพอยู่นั้น ดำรงฐานะเป็นรัชทายาทของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ด้วยเป็นพระอนุชาถัดจากพระองค์ และขณะนั้นกรมหลวงพิษณุโลกฯ มีหม่อมแคทยาเป็นชายา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ พระราชบิดา ทรงรับเป็นสะใภ้หลวง ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ พระธิดาพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ เล่าไว้ในหนังสือแคทยาและเจ้าฟ้าสยาม ว่า ชื่อ จุลจักรพงษ์ เป็นชื่อที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงประทานตั้งให้โดยเปลี่ยนจากชื่อ พงษ์จักร ที่สมเด็จพระบรมราชินีนาถเสาวภาผ่องศรี ประทานตั้งให้แต่แรก

ดังนั้นตามเงื่อนไขข้อ ๒ แห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์อยู่ในฐานะที่จะได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์สืบต่อจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เพราะเป็นพระโอรสของสมเด็จพระอนุชา องค์รัชทายาท (กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ)

ส่วนหม่อมเจ้าวรานนท์ธวัช พระโอรสของกรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย ซึ่งตามกฎมณเฑียรบาลก็มีสิทธิ์สืบราชสันตติวงศ์เป็นพระองค์ถัดไปจากจากพระองค์เจ้าจุลฯ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ได้ทรงมีพระบรมราชโองการให้ข้ามไปเสียดังที่ยกมาข้างต้น

จากพระบรมราชโองการฉบับวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๔๖๘ เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงรับในสิทธิ์สืบราชสันตติวงศ์ของพระองค์เจ้าจุลฯ เพราะถ้าพระองค์ไม่ทรงรับในสิทธิ์ดังกล่าวนี้ พระองค์จะต้องระบุไว้ในพระบรมราชโองการฉบับเดียวกันนี้ว่าให้ข้ามไปเสีย (เพราะมีแม่เป็นนางต่างด้าว) เช่นเดียวกับที่ทรงระบุให้ข้ามหม่อมเจ้าวรานนท์ธวัช (เพราะมีแม่ไม่มีชาติสกุล) นั้นแล้ว

แต่มีแม่เป็นนางต่างด้าวไม่อยู่ในข้อห้ามตามมาตรา ๑๑ (๔) ห้ามแต่มีชายาเป็นนางต่างด้าวเท่านั้น

ในที่ประชุมของพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ ในคืนวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๔๖๘ ซึ่งมีจอมพล สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดชเป็นประธานของที่ประชุมอันประกอบด้วย จอมพล สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ผู้เปี่ยมไปด้วยพระบารมี ได้มีความเห็นให้อันเชิญสมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรี

ดังนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ สละราชสมบัติ โดยกฎมณเฑียรบาล พระองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์คือ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ซึ่งเป็นสายตรงคือ โอรสของพระเชษฐา (กรมหลวงพิษณุโลกฯ) มีสิทธิ์ในการสืบราชสันตติวงศ์ก่อนกรมขุนสุโขทัย (รัชกาลที่ ๗) แต่ด้วยบารมีของ จอมพล สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอเจ้าฟ้ากรมพระนครสรรค์วรพินิต ได้ช่วยส่งให้กรมขุนสุโขทัยขุนสู่ราชบัลลังก์ข้ามพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ไปดังกล่าวแล้ว

ส่วนกรมหลวงสงขลาฯ สมเด็จพระราชบิดานั้น เป็นอนุชาของสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิส สยามมกุฎราชกุมาร ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา บรมราชเทวี (สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า)

แต่สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิส สยามมกุฎราชกุมารสิ้นพระชนม์เสียก่อนที่จะได้ขึ้นครองราชย์ ต่อมาสมเด็จพระราชบิดา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้สถาปนาสมเด็จเจ้าฟ้า กรมขุนเทพทวาราวดี ในสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร (แทนที่จะเป็นกรมหลวงสงขลาฯ พระอนุชาของสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิส สยามมกุฎราชกุมารพระองค์ก่อน) และถ้านับโดยศักดิ์ทางพระมารดาแล้ว สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระมารดาของกรมขุนเทพทวาราวดี (รัชกาลที่ ๖) เป็นพระน้องนาง (ประสูติ ๑ มกราคม ๒๔๐๖) ของสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา (ประสูติ ๑๐ กันยายน ๒๔๐๕ นับตามปีปฏิทินเก่า) ในสมเด็จพระมารดา สมเด็จพระปิยมาวดี ที่มีพระพี่นางองค์โตร่วมครรภ์พระมารดาเดียวกัน คือ พระองค์เจ้าหญิงสุนันทากุมารีรัตน์ (ประสูติ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๐๓) หรือพระนางเรือล่ม

ที่ผมอุตส่าห์ลำดับความการสืบราชสันตติวงศ์มานั้น ก็เพื่อเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่า ท่านปรีดี  พนมยงค์ มีส่วนสำคัญอย่างไรบ้างในการสนับสนุนเชื้อสายกรมหลวงสงขลานครินทร์ขึ้นนั่งบัลลังก์พระมหากษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ ทั้งที่ถูกข้ามมาแล้ว

 ในการประชุมคณะรัฐมนตรีระหว่างวันที่ ๒-๗ มีนาคม ๒๔๗๗ ครั้งนั้นท่านปรีดีได้บันทึกไว้ในหนังสือ บางเรื่องเกี่ยวกับพระบรมวงศานุวงศ์ ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีความตอนหนึ่งว่าดังนี้

“(๑) พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ซึ่งเป็นพระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ที่ทรงเป็นรัชทายาทในรัชกาลที่ ๖ ครั้นแล้วจึงพิจารณาคำว่า “โดยนัย” แห่งกฎมณเฑียรบาล ๒๔๖๗ นั้นพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์จะต้องยกเว้นตามมาตรา ๑๑ (๔) แห่งกฎมณเฑียรบาลหรือไม่เพราะมารดามีสัญชาติเดิมเป็นต่างประเทศ ซึ่งตามตัวบทโดยเคร่งครัดกล่าวไว้แต่เพียง ยกเว้นผู้สืบราชสันตติวงศ์ที่มีพระชายาเป็นคนต่างด้าว (ขณะนั้นพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ยังไม่มีพระชายาเป็นนางต่างด้าว) รัฐมนตรีบางท่านเห็นว่าข้อยกเว้นนั้นใช้สำหรับรัชทายาทองค์อื่น แต่ไม่ใช่กรณีสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ซึ่งขณะที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ สถาปนาเป็นรัชทายาทนั้น ก็ทรงมีพระชายาเป็นนางต่างด้าวอยู่แล้ว และทรงรับรองเป็นสะใภ้หลวงโดยถูกต้อง แต่ส่วนมากของคณะรัฐมนตรีตีความคำว่า ‘โดยนัย’ นั้นย่อมนำมาใช้ในกรณีผู้ซึ่งจะสืบราชสันตติวงศ์มีพระมารดาเป็นนางต่างด้าวด้วย”

รัฐมนตรีส่วนข้างมากที่ตีความคำว่า ‘โดยนัย’ ดังกล่าวนี้มีท่านปรีดีรวมอยู่ด้วย และเป็นคนสำคัญในการอภิปรายชักจูงให้รัฐมนตรีส่วนข้างมากมีความเห็นร่วมกับท่าน

ที่ประชุมจึงได้พิจารณาถึงพระองค์อื่นๆ ตามกฎเกณฑ์ของกฎมณเฑียรบาลที่ระบุไว้ว่า “...ต่อไม่สามารถเลือกทางสายตรงได้แล้ว จึงให้เลือกตามเกณฑ์ที่สนิทมากน้อย”

ในบรรดาพระงค์ที่สนิทมากและน้อยนี้มี อาทิ กรมพระนครสวรรค์ฯ และพระโอรส พระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ พระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ และในที่สุดคณะรัฐมนตรีมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ตามการชี้นำของท่านปรีดีที่เห็นสมควรสถาปนาพระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานคริทร์ คือ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดล ขึ้นเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ ๘ สืบต่อจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ อันเป็นการกลับเข้าสู่สายเดิม คือสายสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิส สยามมกุฎราชกุมาร

การสถาปนาพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดลขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ นอกจากจะเป็นการกลับคืนเข้าสู่สายเดิมโดยชอบธรรมแล้วยังเป็นไปตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ อีกด้วย บันทึกลับที่จดโดยพระยามหิธร เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร ว่าดังนี้

“วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๔๗๕ เวลา ๑๗.๑๕ น. โปรดเกล้าฯ ให้พระยามโนปกรณ์ฯ พระยาศรีวิสารฯ พระยาปรีชาชลยุทธ พระยาพหลฯ กับหลวงประดิษฐ์มนูธรรม มาเฝ้าฯ ที่วังสุโขทัย มีพระราชดำรัสว่า อยากจะสอบถามความบางข้อและบอกความจริงใจ ฯลฯ อีกอย่างหนึ่งอยากจะแนะนำเรื่องสืบสันตติวงศ์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ และพระพุทธเจ้าหลวงได้เคยทรงพระราชดำริที่จะออกจากราชสมบัติเมื่อทรงพระชราเช่นเดียวกัน ในส่วนพระองค์พระเนตรก็ไม่ปรกติคงทนงานไปได้ไม่นาน เมื่อการณ์ปรกติแล้ว จึงอยากจะลาออกเสีย ทรงพระราชดำริเห็นว่า พระโอรสสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนเพ็ชรบูรณ์ ก็ถูกข้ามมาแล้ว ผู้ที่จะสืบราชสันตติวงศ์ต่อไป ควรจะเป็นพระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานคริทร์ ฯลฯ”

ดังกล่าวนี้  จะเห็นได้ว่าท่านปรีดีเป็นผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการอัญเชิญในหลวงอานันท์ฯ ขึ้นครองราชย์ เมื่อ  ๒ มีนาคม ๒๔๗๗

[1] [2] [3] [4] [5] [6]
จำนวนผู้เข้าชมหน้านี้ 001486 คน

สถาบันปรีดี พนมยงค์
เลขที่ ๖๕/๑ ซอยทองหล่อ ถนนสุขุมวิท ๕๕ แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา
กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๑๐

โทรศัพท์ ๐-๒๓๘๑-๓๘๖๐-๑ โทรสาร ๐-๒๓๘๑-๓๘๕๙ อีเมล banomyong_inst@yahoo.com

เวลาทำการ จันทร์-ศุกร์ ๙.๐๐ – ๑๗.๐๐ น.
(เสาร์-อาทิตย์ เปิดทำการเมื่อมีกิจกรรม)

ออกแบบและพัฒนาโปรแกรม โดย ฅนบ้านนอก