ปาฐกถาธรรม ของ พระราชนันทมุนี (ปัญญานันทภิกขุ) เนื่องในวันกลับมาแห่งอัฐิธาตุของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ณ อนุสรณ์สถานปรีดี พนมยงค์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๙
เจริญพรญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ที่มาประชุม เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านรัฐบุรุษอาวุโส ท่านปรีดี พนมยงค์ ซึ่งได้ถึงแก่อนิจกรรมที่กรุงปารีส และได้ทำการฌาปนกิจสรีระร่างกายของท่านที่นั่นในวันฌาปนกิจ อาตมาก็ได้ไปร่วมด้วย ด้วยความบังเอิญ เพราะได้เดินทางไปทอดผ้าป่าที่ประเทศอังกฤษ จึงได้มีโอกาสไปร่วมฌาปนกิจในวันนั้น เป็นภาพที่ประทับใจที่คนไทยที่อยู่ในประเทศยุโรปทุกประเทศ ได้มาชุมนุมกันเป็นจำนวนมากมาย ประมาณ ๔๐๐ กว่าคน เจ้าหน้าที่ป่าช้าที่กรุงปารีส ซึ่งเป็นที่เผาศพ ต่างได้พูดขึ้นว่ายังไม่เห็นศพใดมีคนมากมายอย่างนี้ คือฝรั่งเขาเผาศพกันไม่ค่อยมีคน แต่นี่เมื่อท่านปรีดีถึงแก่กรรม คณะลูกศิษย์ มิตร ญาติ ที่เคารพก็ได้ไปร่วมกันอย่างแข็งแรง ท่านเอกอัครราชทูตประจำกรุงปารีส คือคุณโอวาท สุทธิวาทนฤพุฒิ ได้เอาใจใส่ช่วยเหลืออย่างแข็งแรง อาตมาเมื่อได้ไปพักที่ทำเนียบทูตท่านก็เอื้อเฟื้อต้อนรับเป็นอย่างดี ให้รถไปเที่ยวเตร่ดูบ้านดูเมือง เวลาทำการเผาศพก็พร้อมเพรียงกันน่าชื่นใจ เผาศพเสร็จแล้ว ก็เก็บอัฐิธาตุไว้ที่กรุงปารีส เวลาผ่านมาปี ๒๖ ๒๗ ๒๘ ๒๙ ปีนี้ ๒๙ ก็ได้นำกลับมาประเทศไทยตามความตั้งใจของท่าน ที่ให้นำอัฐิมาประเทศไทย แล้วก็เอาอังคารไปลอยที่ในทะเล ไม่ต้องการให้เก็บไว้ แต่ให้ไปลอยในทะเลต่อไป เจ้าภาพคือท่านผู้หญิงก็ได้กระทำตามเจตจำนงทุกประการ ได้นำอัฐิธาตุมาถึงดอนเมือง เมื่อเวลาสัก ๖ โมง ๕๐ นาที ประชาชนผู้เคารพคิดถึงในความงาม ความดีของท่าน ก็ได้ไปต้อนรับกันอย่างแข็งแรง ผู้เฒ่าผู้แก่ที่ยังมีชีวิตอยู่อายุตั้งแต่ ๘๕-๘๖ ก็อุตส่าห์ถ่อร่างมายืนรับกับเขาด้วย คุณหลวงธำรงฯ (หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์) เดินไม่ถนัด เข้ามาพอดี อาตมาเดินออกไปเห็นเข้าว่าโอ...คุณหลวงอุตส่าห์มา (คุณหลวงบอกว่า) ผมต้องมา เพราะว่าเป็นเพื่อนร่วมทุกข์กันมานาน อาตมาได้บอกว่ามีที่นั่ง ให้คุณหลวงนั่ง (คุณหลวงบอกว่า) ไม่ต้อง ผมยืน ท่านได้ยืนต้อนรับอยู่ จนกระทั่งอัฐิธาตุออกมาขึ้นรถ ซึ่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดประดับประดาด้วยดอกไม้อย่างสวยงามเรียบร้อย อาตมาก็ออกมาขึ้นรถกลับวัดไป ความจริง อาตมาก็จะมาด้วยเมื่อตอนเช้า แต่ว่ามีกิจนิมนต์ ที่เขานิมนต์ไว้ ก็ต้องไปทำให้เขาหน่อย เสร็จแล้วก็ได้เดินทางมาหลังเพล เมื่อวันที่วางศิลาฤกษ์สร้างอนุสรณ์หลังนี้ ก็ได้มาร่วมด้วย มาปาฐกถา มาคราวนี้ได้เห็นอนุสรณ์หลังนี้สวยงามเรียบร้อยตามแบบโบราณ เป็นการรักษาของเก่าไว้ให้คนได้มาดูมาชม สถานที่นี้ก็จะเป็นบ้าน เป็นอนุสรณ์ เหมือนกับบ้านคนที่ทำประโยชน์แก่ชาติแก่บ้านเมืองทั้งหลายในประเทศตะวันตก เช่นบ้านเชคสเปียร์ ซึ่งเป็นบ้านเก่า ๆ ไม่สวยไม่งามอะไร แต่เขาก็รักษาไว้ด้วยดี ให้คนได้ไปเที่ยวไปชม บ้านยอร์ช วอชิงตันที่ประเทศอเมริกา เขาก็รักษาไว้เป็นอนุสรณ์ ทุกสิ่งทุกอย่างมีอยู่ในบ้านนั้นให้คนได้ไปดูไปชม เมื่อพฤษภาคมปีก่อน อาตมาไปอมริกาที่ชิคาโก ก็ได้ไปเยี่ยมบ้านลินคอร์นที่เมืองสปริงฟิลด์ เขาก็ทำไว้น่าดูน่าชม ไม่ใช่บ้านสวยงาม ไม่ใหญ่โตอะไร แต่ว่าเขาก็รักษาสภาพดั้งเดิมไว้ เพื่อให้คนได้ไปดูว่าลินคอร์นอยู่ที่นั่นเป็นเวลาหลายปี ตั้งสำนักทนายความอยู่ที่นั่น ต่อมาสมัครเป็นประธานาธิบดี เป็นประธานาธิบดีที่ยากจนคนเดียวในอเมริกา คนอเมริกันที่เป็นประธานาธิบดี ส่วนมากเป็นลูกหลานเศรษฐีมีทรัพย์สมบัติ แต่ลินคอร์นก็ไม่ได้เป็นลูกท่านหลานเธออะไร เป็นคนธรรมดา ๆ ฐานะก็ไม่มีดี แต่ว่าท่านก้าวขึ้นไปสู่ความเป็นประธานาธิบดีได้ด้วยคุณธรรมเป็นครั้งแรก แล้วสมัครครั้งที่สองก็ยังได้ แต่ถูกอันธพาลทำร้ายจนถึงแก่กรรมไป ก็เหมือนกับ บุคคลที่ไม่ตาย เพราะเขาสร้างอนุสาวรีย์ไว้เป็นเครื่องเตือนใจ
ท่านปรีดี พนมยงค์ ของพวกเราทั้งหลาย ท่านก็เกิดที่ตรงนี้ ที่บ้านนี้ เติบโตที่นี่ เรียนหนังสือที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วก็ไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ปรากฏว่าเรียนดี จนได้เข้าเรียนกฎหมาย เรียนเนติบัณฑิตได้เมื่ออายุ ๑๙ เท่านั้น ก็นับว่าสมองดี มีความรักการเรียน ขยันเอาใจใส่ คิดก้าวหน้า เมื่อเรียนได้ก็เข้าทำงาน ต่อมาได้รับทุนไปเรียนต่างประเทศได้ ก็ไปเรียนที่กรุงปารีส ไปเรียนต่างประเทศก็ได้เห็นขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวต่างประเทศ ในทางการบ้านการเมือง ก็มีความคิดฝันตลอดเวลา ว่าบ้านเมืองของเราควรจะเปลี่ยนแปลงให้ก้าวหน้า การเปลี่ยนแปลงนั้น ต้องเปลี่ยนระบบบางอย่างจึงจะทำได้ ก็เลยคิดในเรื่องนี้ อยู่ต่อมาก็คุยกับเพื่อนหลายคน ก็มีความคิดเห็นร่วมกันทั้งหมด ดูเหมือน ๙ คน หรือ ๑๐ คน ที่ถ่ายรูปร่วมกันไว้ ปรึกษาหารือกันที่โรงแรมเล็ก ๆ ในกรุงปารีส ร่วมแรงร่วมใจกันคิด ร่วมแรงร่วมใจกันทำ แต่ว่าความคิดชั้นนำมาอยู่ที่ท่านปรีดี พนมยงค์ ท่านเป็นต้นคิด เป็นผู้ริเริ่มในเรื่องนี้ แล้วก็กลับมาเมืองไทย ความจริงนั้นเกือบจะเรียนไม่สำเร็จ เพราะว่าเป็นคนรักความยุติธรรม อะไรที่ไม่ค่อยจะเป็นธรรม ก็มักจะคิดคัดค้านโต้แย้ง ก็ไปคัดค้านท่านเอกอัครราชทูตเข้า ก็เกิดการขัดกัน ท่านเอกอัครราชทูตก็เขียนจดหมายรายงานมาให้เรียกกลับ แต่ว่าคุณพ่อเสียง พนมยงค์ ได้ทำหนังสือทูลเกล้าฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า เรียนใกล้จะจบแล้ว ขอให้เรียนต่อไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงมีคุณธรรมมากเหมือนกัน ท่านเห็นว่าควรจะเรียนให้จบ เพราะใกล้จะจบแล้ว ก็กลับเมืองไทย มาเมืองไทยก็มาเป็นอาจารย์สอนกฎหมาย เพาะลูกศิษย์ขึ้นเป็นจำนวนมาก ลูกศิษย์ของท่านก็ได้ทำงานราชการ เป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองมากมาย จนกระทั่งวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ก็ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ถึงแม้ว่าจะยังไม่เรียบร้อยตามที่ได้ตั้งใจไว้ ท่านก็ปรารภว่า มันคงจะไม่สมบูรณ์เรียบร้อยในชีวิตของท่าน แต่ว่าได้ปลูกต้นไม้ประชาธิปไตยลงไว้ในพื้นแผ่นดินไทยแล้ว คนอื่นเขาก็จะได้รดน้ำพรวนดินต่อไป ให้เจริญงดงามต่อไป แต่ว่าต้นประชาธิปไตยของประเทศไทยมันเป็นบอนไซ ยังไม่เจริญเติบโตงอกงามตามที่ท่านต้องการ เพราะมีบุคคลบางประเภทที่ไม่หวังแก่ประโยชน์ส่วนรวม แต่ว่ารักชาติจนน้ำตาไหลนองหน้า แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวเสียเป็นจำนวนมาก ผลัดเปลี่ยนกันเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ ไม่ได้คิดถึงความก้าวหน้าของบ้านเมือง จึงหงิก ๆ งอ ๆ เป็นประชาธิปไตยบอนไซอยู่จนบัดนี้
ความจริง ถ้าเราตั้งใจกันจริง ๆ ตั้งแต่เริ่มเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเวลานี้ ๕๔ ปีแล้ว คนก็จะตื่นตัวก้าวหน้าพอสมควร แต่ว่าไม่ได้ปลุกใจ ไม่ได้อบรม ไม่ได้สอนเรื่องประชาธิปไตยให้คนรู้อย่างแท้จริง คนก็ไม่รู้ ไม่รู้จุดหมายของความเป็นประชาธิปไตย เลือกผู้แทนก็ยังไม่เป็น คือเขาไม่รู้ว่าจะเลือกคนอย่างไร ท่านผู้แทนเองก็ไม่รู้ว่าควรจะบอกประชาชนอย่างไร จึงบอกไปว่าถ้าเลือกฉัน ฉันจะสร้างถนน ฉันจะขุดคลอง ฉันจะสร้างนั่น สร้างนี่ มันไม่ใช่หน้าที่ของผู้แทนราษฎร ผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ คือออกกฎหมาย ควบคุมการทำงานของรัฐบาล ไม่ใช่มีหน้าที่ไปขุดคลองจองถนนเหมือนทหารของพระราม ไม่ใช่ แต่ว่าไปบอกเขาอย่างนั้น ครั้นได้เป็นแล้วก็ทำไม่ได้ เมื่อทำไม่ได้แล้วประชาชนก็เบื่อหน่ายไม่ชอบใจ หาว่าพูดจาตลบแตลงไป นี่ก็เพราะว่าความไม่เข้าใจในเรื่องการเมืองอย่างถูกต้อง ไม่ได้ทำให้มันถูก แต่ทำเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตน คนเราเมืองคิดทำอะไรเพื่อตนแล้ว มันก็ไม่ก้าวหน้า แต่ถ้าคิดเสียสละเพื่อส่วนรวมแล้ว ก็จะเกิดความก้าวหน้าต่อไป อันนี้ก็ยังบกพร่องอยู่ ยังไม่สมบูรณ์เรียบร้อย เพราะเราไม่ได้อบรมสั่งสอนกัน เครื่องมือมันมีเยอะแยะ วิทยุก็มี โทรทัศน์ก็มี โรงพิมพ์ของรัฐก็มี นักเขียนก็มีเยอะแยะ แต่ก็ไม่ใช้เครื่องมือเหล่านั้นให้เกิดประโยชน์แก่ระบอบประชาธิปไตย คนจึงยังไม่รู้ ยังไม่เข้าใจถูกต้อง อันนี้ผู้ที่ตั้งใจเปลี่ยนมา คงไม่สบายใจในสิ่งที่ตนได้เปลี่ยนมา แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะความตั้งใจที่จะทำนั้นมีอยู่มาก เป็นคนมีหัว มีสมอง มีปัญญา มีความสามารถ แต่ไม่มีโอกาสจะรับใช้ประเทศชาติ ก็เรื่องการเมืองที่เห็นแก่ตัวกันนั้นแหละ ไม่ใช่อะไร ท่านจึงต้องออกจากประเทศไทยไปอยู่ต่างประเทศ เพื่อหลีกรักษาชีวิตไว้ก่อน มีโอกาสจะได้ย้อนกลับมาทำงานกันใหม่ แต่ก็ไม่มีหวังที่จะมาได้ น่าเสียดายคนดี ๆ มีปัญญา ไม่มีโอกาสจะรับใช้ประเทศชาติ จะทำงานให้แก่ชาติแก่ประเทศ เศรษฐกิจการเมืองก็ไม่ดีขึ้น เพราะว่าคนมีความรู้จริง สามารถจริง ทำจริงเพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวมนั้น ไม่มีโอกาสจะได้ทำ คนมีโอกาสจะทำ ก็ทำไปตามเรื่องตามราว ไม่มีความฉลาดในเรื่องนั้นๆ แก้ไขปัญหาไม่ค่อยจะได้ ดังที่เราเห็นกันมาตลอดเวลา อันนี้เป็นเรื่องน่าเสียดาย
|